โกวิโท

น้ำตาซึม

by Kowit on พ.ค..28, 2004, under ทั่วไป

เป็นเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง ก็ไม่รู้นะ…….ถ้าเป็นเรื่องจริงก็น่าเศร้ามากเลย……

แต่ถ้าเป็นเรื่องแต่งก็ถือว่าแต่งได้ดีเหมือนกันนะ….

2 ปีที่แล้วหลังจากฉันจบการศึกษาปริญญาตรีทางด้านการตลาด

ฉันก็ได้งานทำที่บริษัททางด้าน IT ชั้นนำแห่งหนึ่ง ในตำแหน่งพนักงานฝ่ายขาย

และที่แห่งนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งต่างๆ

ที่ฉันปรารถนาให้เวลานั้นย้อนกลับมาอีกหากทำได้

หลังจากที่ฉันทำงานได้ประมาณ 2 อาทิตย์

ผู้จัดการฝ่ายขายได้ให้ฉันเดินทางไปพบลูกค้ารายหนึ่ง

ซึ่งจะว่าไปนี่เป็นงานแรกที่ฉันต้องฉายเดี่ยวเพียงลำพัง

แต่จะว่าไปก็ไม่เดี่ยวนักหรอกเพราะว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์

เพื่อที่จะอธิบายรายละเอียดทางด้านเทคนิคให้ลูกค้าฟังอีก 1 คน

ที่ทำงานของฉันอยู่ชั้น 6 ของบริษัท แต่ฝ่ายผลิตภัณฑ์อยู่ชั้น 2

ด้วยความตื่นเต้นกับงานแรกฉันโทรไปหาเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์คนนั้น

ตามเบอร์ภายในที่อยู่ในเอกสารรายละเอียดงานที่ฉันได้รับมา

“สวัสดีครับ ผมปัญทัตน์รับสายครับ”

นั่นเป็นเสียงของเจ้าของสายปลายทางที่พูดกลับมา

“สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อยุวดีจากฝ่ายขายคะ ดิฉันโทรมาเพื่อสอบถามคุณว่า

คุณได้รับเอกสารเรื่อง Present งานลูกค้าในวันศุกร์นี้หรือยังค่ะ”

“อ๋อ..ครับได้รับแล้วคุณยุวดีต้องการข้อมูลอะไรเพิ่มเติมหรือเปล่าครับ”

“เปล่าค่ะ เอ่อ…พอดีนี้เป็นงานแรกของดิฉัน

ก็เลยจะโทรมานัดแนะเรื่องเวลาและความพร้อมอื่นๆ นะค่ะ”

หลังจากนั้นฉันก็คุยรายละเอียดและนัดแนะเรื่องเวลากับเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ฉันก็เตรียมตัวอย่างหนักด้วยความตื่นเต้น กึ่งๆ กลัวปะปนกัน

แล้ววันนั้นก็มาถึงฉันถือแฟ้มรายละเอียดต่างๆ ที่เตรียมไว้

แล้วเดินมาลงลิฟต์ ไปลานจดรถชั้น B

พอออกจากลิฟต์ฉันกดโทรศัพท์เพื่อโทรหาเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์

แล้วสิ่งที่ฉันไม่อยากได้ก็เข้ามาในโสตรับรู้ของฉันว่า

รถตู้บริษัทที่ฉันทำเรื่องใช้ไว้นั้นเกิดอุบัติเหตุเมื่อเช้านี้

ฉันรู้สึกว่าฤกษ์วันนี้ชักไม่เข้าท่าเสียแล้ว

ฉันตอบเขาไปว่าถ้างั้นเดี๋ยวขับรถส่วนตัวดิฉันไป

เขาตอบตกลงและจะตามไปที่รถของฉัน

ฉันนั่งสตาร์ทเครื่องรถทิ้งไว้รอเขา และแล้วเขาก็มายืนอยู่ข้างรถ

“คุณยุวดี ใช่ไหมครับ”

นี่คือครั้งแรกที่ฉันพบเขา ผู้ชายที่จะไปทำงานกับฉันวันนี้

ฉันรู้สึกว่าวันนี้ฤกษ์คงจะไม่ดีจริงๆ เสียแล้ว

เพราะผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างรถของฉันตอนนี้ ในสายตาฉันบอกได้เลยว่า

นายนี่จะพูดภาษาคนได้รู้เรื่องหรือเปล่า หน้าตาออกจะต๊องๆ ไม่มีแววฉลาด

(ไม่น่าตอบคำถามอะไรจากลูกค้าได้เลย)

บุคลิกก็ดูไม่สง่า ยิ่งการแต่งตัวด้วยแล้ว

ฉันไม่รู้ว่านายนี่หลงยุคหรือเปล่า

ฉันได้แต่คิดว่านี่ผู้จัดการของฉันแกล้งฉันหรือเปล่าที่ต้องให้ฉันมาทำงานกับนายสกั๊งนี่

ตอนนี้เขาเปิดประตูเขามานั่งในรถของฉันแล้ว

ฉันจึงถามเขาไปว่า “คุณจะขับเองไหมคะ”

เขายิ้มและพูดว่า “ผมขับรถไม่เป็นครับ”

นายนี่นอกจากจะเห่ยแล้วยังไม่ได้เรื่องอีก ไม่เป็นสุภาพบุรุษเลย

ฉันขับรถออกมาเพื่อมุ่งหน้าไปยังบริษัทลูกค้า

ตลอดเวลาฉันรู้สึกได้อีกอย่างว่าอีตานี่คงจะเป็นคนใบ้

เพราะถ้าฉันไม่ถามเขาก็ไม่ตอบ ไม่ชวนคุย เอาแต่นั่งมองถนนข้างๆ ทาง

ฉันชักไม่แน่ใจแล้วซิว่ามากับคนปรกติ

พอมาถึงบริษัทลูกค้าเขาเป็นคนเดินนำหน้าฉันไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์บริษัท

เพื่อขอเข้าพบและอีกหลายๆ อย่างด้วยความคล่องแคล่ว

ฉันเสียอีกที่เงอะๆ เงิ่นๆ เหมือนกับว่าเขาเป็นคนละคนกับนายบื้อเมื่อกี้

เราเริ่มงานวันนี้ได้ด้วยดี แล้วระหว่างนั้นเวลาที่ลูกค้ามีปัญหาข้อซักถาม

นายบื้อนั่นสามารถตอบได้รวดเร็ว ปราดเปรื่องขัดแย้งกับหน้าตาต๊องๆ ของเขา

อย่างที่ฉันเองก็เผลอนึกชื่นชมอยู่ในใจ เราผ่านงานนั้นมาด้วยดี

ขากลับฉันชวนเขาทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง

แล้วนายบื้อนี่ก็ตอบอย่างหน้าตาเฉยว่ากินไม่เป็น

เชยอย่างที่ฉันเองก็ไม่เคยพบไม่เคยเห็นมาก่อน

ท้ายสุดฉันต้องมานั่งกินข้าวแกงริมทางกับตาบื้อนี่

ฉันได้แต่นึกในใจว่าผู้ชายอะไรไม่มีรสนิยม แถมไร้ยางอายอีกตะหาก

ฉันกลับบริษัทไปพร้อมข่าวดี

หลังจากวันนั้นฉันก็ได้ออกไปทำงานติดต่อลูกค้าบ่อยขึ้น

หน้าที่การงานของฉันรวมทั้งค่าคอมมิชชั่นดีขึ้น

แต่ที่ไม่ดีก็คือต้องไปกับผู้ชายซื่อบื้อนั่นเป็นประจำ

หลังจากที่ฉันทำงานที่บริษัทมาเป็นเวลาเกือบปี

ฉันได้รู้จักพนักงานหลายฝ่าย มีเพื่อนมากขึ้น

ฉันก็พบผู้ชายในฝันของฉัน

เขาอยู่ฝ่ายวิศวกรรม แถมอยู่ในตำแหน่งวิศวกรด้วย

หน้าตาดี สมาร์ท ดูดีมีรสนิยมในทุกๆ เรื่อง

และที่สำคัญฉันคิดว่าเขาก็ชอบฉัน เขาชื่ออนันต์

เรารู้จักและสนิทสนมกันเร็วมากจนเรียกได้ว่าเป็นแฟนกัน

อนันต์มักนัดฉันไปทานข้าว ฟังเพลงบ่อย

คำพูดของเขาเป็นคำที่ฉันรู้สึกว่ามันไพเราะน่าฟัง

ทุกๆ เช้าจะมีดอกกุหลาบสีขาวมาวางบนโต๊ะทำงานฉันทุกวัน

และฉันก็มั่นใจแน่นอนว่าเจ้าของดอกกุหลาบนี้ชื่ออนันต์แน่นอน

ฉันมีความสุขและคิดว่าคงรักเขาคนนี้

จนวันหนึ่งฉันออกไปพบลูกค้ารายหนึ่งพร้อมนายบื้อ

ระหว่างที่ฉันขับรถอยู่นั้น นายบื้ออยู่ๆ ก็เป็นฝ่ายถามฉันขึ้นมาว่า

“คุณยุวดีสนิทสนมกับคุณอนันต์ดีจัง

รู้จักกันก่อนหน้ามาทำงานที่นี่หรือครับ”

ฉันตอบนายบื้อไปว่า “เปล่า…เราพึ่งรู้จักนันต์ที่นี่แหละ”

นายบื้อยิ้มแล้วก็เงียบไปไม่ได้พูดอะไรกันอีกเลยจนเสร็จงาน

เดือนธันวาคมใกล้วันเกิดของฉัน

ฉันมีโปรแกรมจะไปฉลองวันเกิดกับเพื่อนที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง

และแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นมีอนันต์ไปด้วย

เช้าวันเกิดฉันระหว่างที่ฉันดื่มกาแฟอยู่ที่บ้าน

โทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น แต่เป็นเบอร์ที่ไม่คุ้นฉันรับสาย

เสียงที่ได้ยินในสายนั้นเป็นเสียงดนตรีจาก***บเพลงเป็นเพลงอวยพรวันเกิด

พบจบสายก็ตัดไปฉันโทรกลับไปที่เบอร์นั้นปรากฏว่าเป็นเบอร์สาธารณะ

พอฉันมาถึงที่บริษัทบนโต๊ะทำงานฉันมีดอกกุหลาบสีขาววางไว้เช่นทุกวัน

แต่วันนี้มี***บเพลงรูปเด็กผู้หญิงน่ารักวางไว้ด้วย ฉันไขลาน***บเพลงนั้น

เพลงที่เปล่งออกมาเป็นเพลงและเสียงเดียวกันกับที่ฉันรับโทรศัพท์

ฉันยิ้มออกมาและอดคิดถึงความน่ารักของอนันต์ไม่ได้

ว่าเขาช่างโรแมนติกอะไรเช่นนี้

ตอนเย็นเราเป็นไปเที่ยวกันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง อย่างสุกสนาน

พอเลิกงานขณะที่กำลังจะแยกย้ายกันกลับ

อนันต์เดินเข้ามาหาฉันพร้อมกล่องของขวัญในมือ

เขาก็อวยพรวันเกิดให้ฉันพร้อมกับยื่นกล่องของขวัญนั้นให้

ฉันมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย ก็เลยถามอนันต์เรื่อง***บเพลงเมื่อเช้า

แต่เขากลับปฏิเสธว่าเขาไม่รู้เรื่อง ฉันกลับมาบ้านพร้อมความสงสัย

ฉันนั่งพินิจพิเคราะห์เจ้า***บเพลงอันนั้น

แต่ฉันก็คิดไม่ออกว่าเป็นของใครจริงๆ

แล้วในบริษัทมีคนมาจีบฉันหลายคนก็จริงอยู่

แต่ตั้งแต่ฉันคบกับอนันต์ หนุ่มๆ พวกนั้นก็ล่าถอยกันไปหมด

จนปีใหม่ฉันได้รับการ์ดอวยพรในลักษณะมาวางไว้คู่กับดอกกุหลาบสีขาวเช่นเดิม

มีข้อความที่ทำให้ฉันสงสัยมากขึ้นอีก ในการ์ดนั้นมีข้อความว่า

“คุณอย่ารู้เลยว่าผมเป็นใคร รู้เพียงว่าผมไม่มีเจตนาร้ายต่อคุณ

ขอให้คุณมีความสุขมากๆ ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน

มีความสุขกับคนที่คุณรัก ปรารถนาดี สายลม”

ฉันตัดสินใจแล้วว่าฉันจะต้องหาตัวเจ้าของกุหลาบสีขาวและการ์ดนี้ให้ได้

วันรุ่งขึ้นฉันมาทำงานเช้ากว่าทุกวันและแอบไปนั่งที่โต๊ะทำงานเพื่อน

โดยหลบอยู่หลังพาร์ติชั่นโต๊ะทำงานของเพื่อน

และสิ่งที่ฉันเห็นก็คือผู้ชายคนนั้น

นายบื้อนั่นเองเขาเดินมามองซ้ายมองขวาพร้อมล้วงเอาดอกกุหลาบสีขาว

ออกจากกระเป๋าเอกสารของเขามาวางไว้บนโต๊ะทำงานของฉัน

ฉันโกรธมากฉันลุกขึ้นและเรียกชื่อเขา

เขาตกใจแต่กลับไม่วิ่งหนีไปยืนรอจนฉันเดินเข้าไปใกล้

ฉันถามเขาว่าทำอย่างนี้ทำไมด้วยน้ำเสียงโกรธอย่างเต็มที่

เขาก้มหน้าลงและพูดกับฉันว่า

“ผมขอโทษนะ ถ้าสิ่งที่ผมทำมันทำให้คุณรำคาญ

ผม…ผมแค่อยากทำอะไรให้คุณรู้สึกดีแค่นั้นเอง

ผมรู้ตัวเองดีว่าไม่คู่ควรหรือเหมาะสมกับคุณ

แต่นี่มันเป็นเรื่องของจิตใจ ผมรักคุณ

แต่ผมก็ไม่ต้องการหรือเรียกร้องให้คุณมารักผม

หัวใจคุณเป็นของคุณผมบังคับไม่ได้

เช่นกันนี่ก็หัวใจผมคุณจะห้ามไม่ให้ผมรักคุณผมก็ทำไม่ได้

ผมไม่มีอะไรต่ออะไรมามอบให้คุณได้อย่างคนอื่น

ผมจะมีก็แค่ความหวังดีให้ ถ้าคุณคิดว่ามันผิด

ผมก็ขอโทษและจะไม่มีเหตุการณ์อย่างนี้อีก”

เขาพูดจบเขาก็เก็บดอกกุหลาบนั่นไว้ในกระเป๋าแล้วเดินออกไป

หลังจากวันนั้นก็ไม่มีดอกกุหลาบสีขาวบนโต๊ะฉันอีก

ฉันขอให้ผู้จัดการฉันเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์คนใหม่

ฉันจึงไม่เจอหน้านายบื้อนั่นอีก

จะมีก็บางครั้งที่เจอแต่เขาก็จะเป็นฝ่ายหลบหน้าฉันตลอด

จนวันหนึ่งฉันตั้งใจลางานช่วงบ่ายครึ่งวันเพื่อไปดูหนังกับอนันต์

พอพักเที่ยงฉันก็ออกไปทานข้าวเที่ยงกับอนันต์ แล้วก็ไปดูหนังกันต่อ

ก่อนเข้าโรงหนังฉันปิดโทรศัพท์มือถือ

หนังสนุกมากหรือเพราะฉันมากับอนันต์ก็ไม่รู้ทุกอย่างก็เลยดูดีไปหมด

พอหนังจบอนันต์ก็มาส่งฉันที่บ้าน อนันต์กลับไปแล้วฉันก็เดินเข้ามาในบ้าน

บ้านของฉันเงียบจัง แม่และน้องชายไม่อยู่

ฉันจึงโทรไปหาน้องชาย น้ำตาของฉันก็ไหลออกมา

แม่ของฉันล้มป่วยด้วยโรคหัวใจ ซึ่งเรื้อรังมานานมาก

หมอเคยบอกให้ผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ

แต่ทางโรงพยาบาลก็ยังหาหัวใจจากผู้บริจาคไม่ได้ และที่มีก็เปลี่ยนกันไม่ได้

จนถึงวันนี้ ฉันงงไปหมด รู้ตัวอีกทีฉันก็มาถึงที่โรงพยาบาล

น้องชายฉันวิ่งมากอดฉันไว้

และบอกกับฉันว่าเมื่อซักครู่มีอุบัติเหตุมีคนเสียชีวิตด้วย

และคนที่เสียชีวิตนั้นก็ยื่นความประสงค์ที่จะบริจาคอวัยวะไว้กับโรงพยาบาลด้วย

หมอกำลัง เช็คกันว่าจะเปลี่ยนให้แม่ได้หรือเปล่า

ฉันนั่งรอผลอยู่หน้าห้องผ่าตัดกับน้องชายด้วยความหวัง

แต่กระนั้นฉันกับน้องก็ยังร้องไห้อยู่ด้วยความเป็นห่วงแม่

หมอเดินออกมาและบอกกับเราว่าหัวใจจากผู้ตายสามารถเข้ากับแม่ได้

ฉันดีใจมาก ยิ้มทั้งน้ำตา แม่ฉันกำลังจะหาย แม่ฉันกำลังจะหาย

หัวใจฉันบอกฉันย้ำๆ อยู่อย่างนั้น

การผ่าตัดผ่านไปด้วยดี

แม่เข้าพักที่ห้องผู้ป่วยในแล้วฉันกับน้องเข้าไปดูอาการแม่

แล้วก็กลับบ้านเพื่อที่ฉันจะได้ไปเตรียมของมานอนเฝ้าแม่และให้น้องชายอยู่บ้าน

ระหว่างขับรถกลับบ้านฉันจึงถามน้องชายว่าพาแม่มาโรงพยาบาลอย่างไร

น้องฉันตอบว่าโทรหาฉันตอนที่แม่ป่วยแต่ไม่มีสัญญาณตอบรับ

เลยโทรไปที่บริษัทหลายครั้ง

เพื่อนของฉันรับและมารับแม่ฉันไปโรงพยาบาล

ฉันเลยถามว่าเพื่อนคนนั้นชื่ออะไร ทำไมไม่เห็นโทรบอกฉันเลย

น้องชายฉันบอกว่า เพื่อฉันเป็นผู้ชายชื่อ ปัญทัตน์

ฉันแปลกใจมากว่านายบื้อนั่นรับโทรศัพท์ที่โต๊ะทำงานฉันได้อย่างไร

และที่สำคัญเขาขับรถมารับ แม่กับน้องฉันได้อย่างไร

แต่อย่างไรเสียพรุ่งนี้ฉันตั้งใจจะไปขอบคุณเขา

และคงต้องขอโทษเขากับเรื่องที่ผ่านๆ มา

เช้าวันรุ่งขึ้นฉันไปทำงาน บนโต๊ะทำงานมีกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งเขียนไว้ว่า

“ขอโทษที่รับโทรศัพท์คุณโดยไม่ขออนุญาต

พอดีผมผ่านมาเห็นว่าดังหลายครั้ง แม่คุณป่วยอยู่โรงพยาบาล…ครับ”

ช่วงสายฉันเดินไปที่แผนกเขาแต่ไม่พบ ฉันจึงถามเพื่อนร่วมงานเขาคนหนึ่ง

คำตอบที่ได้ฉันนั้นทำให้น้ำตาฉันคลอหน่วย อย่างที่ฉันเองก็ไม่เข้าใจ

เขา…เขาเสียชีวิตใกล้ๆ กับโรงพยาบาลที่แม่ฉันรักษาตัวอยู่

เขาหัดขับรถได้ไม่นาน นั่นคือสิ่งที่ฉันรู้จากเพื่อนของเขา

ฉันถามเพื่อนเขาว่าศพเขาตั้งอยู่ที่วัดไหน

เพื่อนเขาบอกว่า ศพของเขาอยู่ที่โรงพยาบาล

เขาบริจาคร่างกายให้ไว้กับโรงพยาบาลตั้งแต่ก่อนตาย

อนุสติฉันดึงเรื่องราวมาปะติดปะต่อกัน

ฉันรีบขับรถไปโรงพยาบาล สอบถามเรื่องอุบัติเหตุเมื่อวาน ใช่เขาจริงๆ

ฉันจึงไปถามหมอที่รักษาแม่ฉันว่าหัวใจที่เปลี่ยนให้แม่เป็นของใคร

หมอตอบว่าไม่สามารถบอกได้ แต่ฉันคิดว่ามันคงไม่ผิดจากที่ฉันคิดไว้

หัวใจที่เปลี่ยนให้แม่ฉันเป็นของเขาคนนั้นอย่างแน่นอน

ฉันนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงของแม่มองเหม่อออกไปนอกหน้าต่าง

ภาพของเขาเสียงของเขาก้องอยู่ในจิตใจฉัน

น้ำตามันไหลออกมา ออกมาอย่างที่ฉันไม่เคยคิดมาก่อน

ไม่มีเขาคนนั้นอีกแล้ว ฉันเองคงไม่มีสิทธิแม้แต่คำว่าขอโทษ หรือขอบคุณ

หลายวันต่อมามีเจ้าหน้าที่บริษัทประกันมาติดต่อฉัน

เรื่องสิทธิในการขอรับเบี้ยประกันจากผู้ชายที่ชื่อ ปัญทัตน์

เขาเลือกที่จะให้ฉันเป็นผู้รับเบี้ยประกันของเขา

หลังจากที่ฉันติดต่อจัดการกับเงินประกันของเขา

ฉันก็นำเงินจำนวนนั้นไปบริจาคให้กับมูลนิธิต่างๆ

เท่าที่ฉันรู้จักในนามของเขา

บางส่วนฉันก็เอาไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เขา

หลังจากวันนั้นมาฉันก็พยายามที่จะสืบค้นเรื่องราวเกี่ยวกับตัวของเขา

ข้อมูลที่ฉันได้มาเป็นสิ่งที่ฉันเองต้องยอมรับว่า

คนคนนี้เป็นที่สุดของสุภาพบุรุษ ที่สุดของนักสู้ชีวิต

พ่อกับแม่ของเขาแยกทางกัน เขาเองอยู่กับยาย

เรียนเก่งได้ทุนเรื่อยมา หลังจากยายเสียเขาก็ไม่มีพี่น้องหรือญาติที่ไหน

เขาเป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีกับทุกๆ คน ทุกคนเสียใจกับการจากไปของเขา

ฉันรู้สึกว่าเขาเป็นผู้ให้ที่คงไม่มีวันได้รับคืนเลย

ฉันได้บันทึกของเขาจากเพื่อนสนิทของเขาคนหนึ่ง มีข้อความหนึ่งในบันทึกนั้น

เขาเขียนถึงวันที่ฉันจับได้ว่าเขาเป็นคนส่งดอกกุหลาบให้ฉัน

เนื้อความในหน้านั้นเขียนไว้อย่างปวดร้าว และทุกๆ หน้าจะมีเรื่องราวของฉัน

และก็เกือบจะทุกๆ หน้าที่เขามักจะย้ำตัวเองเสมอว่า

“ผมรักคุณนะ แต่ผมไม่คู่ควรคุณหรอก ชีวิตผมมันไม่เคยสมบูรณ์

หากชีวิตที่ไม่เติมเต็มของผม มันพอที่จะเติมเต็มให้คุณได้ผมยินดีเสมอ”

ฉันอดที่จะร้องไห้ไม่ได้ทุกครั้งที่อ่านบันทึกของเขา

แต่ฉันก็อ่านมันทุกๆ วันและตลอดไป

วันนี้แม่ของฉันหายเป็นปรกติแล้ว

แม่มักพูดถึงเจ้าของหัวใจที่บริจาคให้ว่าใครหนอ

ฉันอยากตอบแม่จังเลยว่าเขาเป็นใคร

แต่ฉันไม่อยากให้แม่รับรู้เรื่องราวเหล่านั้น

ฉันได้แต่กอดแม่ทุกครั้งที่แม่พูดถึง

เพราะอย่างน้อยฉันก็กอดหัวใจอีกดวงหนึ่งไว้ด้วย

กอดเพื่อให้คำว่าฉันขอโทษ ฉันรักเธอ ซึมผ่านไปหาเจ้าของหัวใจ

ที่อยู่ข้ามไป ณ.ที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งไม่มีวันกลับมา

T_T


Leave a Reply

Looking for something?

Use the form below to search the site:

Still not finding what you're looking for? Drop a comment on a post or contact us so we can take care of it!